ก่อเกิดโรงงานกระดาษกาญจนบุรี

โรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี หนึ่งในตำนานของชาวกาญจนบุรี

ปฐมบทในปี พศ. ๒๔๘๗ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ หลังจากที่นายควง อภัยวงค์ นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปลด จอมพล ป.พิบูลสงครามออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านได้มาขอให้พระยาพหลพลพยุหเสนาไปรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แทนจอมพล ป.พิบูลสงคราม ถึงแม้ในขณะนั้นสภาพร่างกายยังเป็นอัมพาตจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตกก็ตาม และทั้งๆที่ตอนนั้นท่านได้ประกาศว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกแล้ว แต่จาการอ้อนวอนของคนหลายๆฝ่ายท่านก็จำต้องรับในที่สุด  ในจังหวัดกาญจนบุรี ถ้าเป็นคนต่างถิ่นมา ก็จะพบสถานที่ที่มีชื่อของการระลึกถึงท่านพระยาพหลพลพยุหเสนา อยู่ ๒ แห่งด้วยกันคือ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ที่ตั้งอยู่ริมถนนแสงชูโต และสะพานพหลพลพยุหเสนาที่ตั้งอยู่ระหว่างถนนปากแพรก กับบ้านใต้ และจากสะพานแห่งนี้เราก็จะพบกับโรงงานๆหนึ่ง ที่กำลังจะกล่าวถึง คือ โรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี

โรงงานกระดาษไทยแห่งนี้เป็นสิ่งสุดท้ายที่ท่านได้สร้างไว้ก่อนที่จะลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๑๘ กันยายน พศ.๒๔๘๑ ได้มีพิธีเปิดโรงงานกระดาษทหารอย่างเป็นทางการโดยท่านพระยาพหลพลพยุหเสนา  ผู้รักษาการนายกรัฐมนตรีมาเป็นคนเปิดงาน แต่จากความเป็นจริงโรงงานกระดาษได้เปิดทำการและเดินเครื่องอย่างไม่เป็นทางการ ตั้งแต่ ปี พศ.๒๔๗๘ โรงงานกระดาษไทยจึงเป็นโรงงานผลิตกระดาษที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น ใหญ่กว่าที่โรงงานสามเสน โดยให้โรงงานกระดาษทหารไทยเป็นโรงงานผลิตกระดาษเพื่อพิมพ์ธนบัตรแห่งแรกของประเทศไทย โรงงานกระดาษทหารกาญจนบุรี ได้ทำการผลิตกระดาษกระดาษที่ทำจากเยื่อไม้ใผ่มาตลอด ในเวลาต่อมาในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อโรงงานกระดาษไทยเฉยๆ โดยไม่มีคำว่าทหารต่อท้ายโดยวัสดุไม้รวก ที่เป็นวัสดุในการผลิต จากเอกสารบางฉบับที่เคยบันทึกไว้ชี้ชัดว่า วัสดุที่ใช้ครั้งแรกใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก แต่มีเอกสารบางฉบับ กล่าวว่าผสมเยื่ออ้อยญี่ปุ่นบ้าง หรือฟางข้าวนั้น จากเคยที่เคยเป็นเด็กที่วิ่งเล่นในโรงงานกระดาษแห่งนี้ไม่เคยปรากฎเยื่ออ้อย หรือฟางข้าวให้เห็นแต่อย่างใด( ไม่ยืนยัน ๑๐๐ %)
การขนส่งกระดาษสำหรับผลิตธนบัตร ส่วนใหญขนส่งทางรถยนต์แล้วนำมาขึ้นต่อที่สถานีรถไฟบ้านโป่งบ้าง นครปฐมบ้างหรือบางทีก็อาจจะใช้วิธีล่องเรือมาจากกาญจนบุรีก็มีกระดาษที่ผลิตในครั้งแรกที่ออกมาก็จะส่งมอบให้กรมแผนที่ทหารบก และกรมอุทกศาสตร์ และโรงพิมพ์เอกชนบางแห่งเป็นผู้จัดพิมพ์ธนบัตรภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด   โรงงานกระดาษไทย กาญจนบุรี เคยรุ่งเรืองมากในอดีต ทั้งตัวอาคารโรงงานก็ใหญ่โตมโหฬาร ในส่วนของโรงงานกระดาษก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมากมาย เช่น สถานพยาบาล(เราจะเรียกกันว่าโรงหมอ)  ซึ่งตั้งที่ทำการอยู่หน้าทางเข้าประตูโรงงาน สโมสรสำหรับพนักงานสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของพนักงาน สนามเทนนิส (ที่เป็นสนามดินแห่งแรกของจังหวัด) ร้านค้าสำหรับพนักงานและบุคคลภายนอกทั่วๆไป บ้านพักพนักงาน ที่เป็นห้องแถว ๒ ชั้น ที่เราเรียกกันรวมๆว่า “ห้องแถวโรงงานกระดาษ” ดังนั้นชุมชนที่บ้านพักคนงานเหล่านั้นตั้งอยู่ เมื่อมีเด็กมากเข้า เด็ลูกหลานคนงานเหล่านี้ ก็จะถูกเรียกว่า “เด็กโรงงาน” กันทุกคน เมื่อเอ่ยถึงเด็กโรงงานทุกคนก็จะรู้ทันทีว่านี่คือเด็กลูกหลนของคนงานนั่นเอง
ในการต่อมาทางโรงงานกระดาษเห็นความสำคัญของการพักผ่อนหย่อนใจของพนักงาน ทางโรงงานกระดาษจึงจัดซื้อโทรทัศน์ มาติดตั้งให้พนักงานดูกัน เป็นโทรทัศน์ขาวดำเครื่องแรกของจังหวัดกาญจนบุรีทีเดียว และได้นำมาติดตั้งให้พนักงานดูกันที่ข้างที่ทำการสโมสร ซึ่งมีสนามหญ้าเล็กๆให้เป็นที่นั่งดูด้วย จะเริ่มเปิดตั้งแต่ ๕ โมงเย็นเป็นต้นไปจนปิดสถานี  ดังนั้นในตอนเย็นๆ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาเปิดโทรทัศน์ ก็จะมีลูกเมียของคนคนงานออกมาตั้งร้านขายของกิน ของใช้มากมายเหมือนมีมหกรรมอะไรสักอย่าง

จากการที่โรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรีต้องผลิตกระดาษออกมาเป็นจำนวนมากการทำงานของพนักงาน และเครื่องจักรจึงต้องทำงานและเดินเครื่องตลอด ๒๔ ชั่วโมง พนักงานจึงต้องทุกแบ่งให้ทำงานเป็นช่วงๆที่เราเรียกว่า “ทำงานเป็นกะ” การทำงานของพนักงานโรงงานมีอยู่ ๓ กะ คือ กะ ๒ โมงเช้า กะ ๔ โมงเย็น และกะเที่ยงคืน กะ ๒โมงเช้า เข้าทำงาน ตั้งแต่ ๒ โมงเช้าออกกะ ๔ โมงเย็น กะ ๔ โมงเย็น เข้า ๔ โมงเย็น ออกเที่ยงคืน และกะเที่ยงคืน เข้าเที่ยงคืนแล้วออก ๒ โมงเช้า  การเข้าทำงานของพนักงานโรงงานว่าตัวเองจะเข้ากะเมื่อไร ทางโรงงงานกระดาษก็จะมีสัญญาณเตือนให้พนักงานรู้อยู่เสมอ ด้วยการเปิดสัญญาณที่เราเรียกกันว่า “หวูดโรงงาน” เสียงหวูดนี้จะดังได้ยินไปไกลมากทั้งตลาดบ้านเหนือและบ้านใต้เลยทีเดียว(ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านก็อาศัยสัญญาณจากหวูดนี้เหมือนกัน หวูดดังตอนเช้าก็จะรูว่า นี่เป็นเวลา ๒ โมงแล้ว ถ้าเปิดตอนเย็นก็จะรู้ว่าตอนนี้ 4 โมงเย็น หรือดังตอนเที่ยงคืนก็จะรู้ว่าเที่ยงคืนแล้วนะ ) และการเปิดหวูดนี้ก็เพื่อเป็นการเตือนให้พนักงานเตรียมพร้อมที่จะไปทำหน้าที่ของตนเองได้แล้ว  นอกจากเสียงหวูดโรงงานที่เป็นสัญญลักษณ์ของโรงงานกระดาษแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่คู่กันคือกลิ่นจากการฟอกเยื่อไม้ไผ่ที่ทางโรงงานต้องปล่อยกลิ่นทิ้งออกมา เวลาที่โรงงานปล่อยกลิ่นนี้ออกมา ชาวบ้านก็จะพูดจนติดปากว่า “โรงงานปล่อยตด”ออกมาอีกแล้ว ซึ่งก็แล้วแต่ว่าลมจะพัดไปทางใหน ถ้าพัดไปทางบ้านเหนือ คนบ้านเหนือก็จะสูดดมกลิ่นนี้ไป ถ้าลมพัดไปทางบ้านใต้ คนบ้านใต้ก็รับไปเช่นเดียวกัน  และที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้จากโรงงานกระดาษ คือการที่โรงานต้องฟอกเยื่อไม้ไผ่ให้กลายเป็นสีขาว ทางโรงงานจึงต้องใช้ก๊าซคลอรีนในการฟอกครั้งนี้ด้วย เมื่อฟอกเสร็จแล้วทางโรงงานก็จะปล่อยคลอรีนที่ใช้แล้วลงแม่น้ำ(ในสมัยนั้นทางโรงงานยังไม่มีเครื่องกำจัดของเสียเหมือนอย่างในปัจจุบันนี้)  เมื่อต้องทิ้งคลอรีนลงแม่น้ำ ผลกระทบเล็กๆก็คือผู้ที่อยู่ทางด้านใต้แม่น้ำของโรงงานกระดาษ ก็คือ ชุมชนชุกกระโดน เพราะเวลาที่ทางโรงงานปล่อยคลอรีนลงแม่น้ำ ก็จะทำให้แม่น้ำตอนใต้โรงงานเป็นสีขาวไปหมด ชุมชนชาวชุกกระโดนก็จะเรียกว่า ”โรงงานปล่อยน้ำขาวมาแล้ว”  เมื่อน้ำขาวของคลอรีนผ่านลงมา ก็จะทำให้สัตว์น้ำพวกปลาหายใจไม่ออก มันจึงต้องพยายามโผล่หัวขี้นมาหายใจ เด็กๆบ้านชุกกระโดนก็จะดีใจกัน พากันว่ายไปจับปลาที่โผล่ขึ้นมากันอย่างสนุกสนาน เพราะปลาเหล่านี้สามารภนำไปประกอบอาหารได้ทุกตัว
ย้อนกลับมาในบริเวณโรงงานกันบ้าง ที่โรงงานกระดาษสมัยก่อนนั้นจะมีขบวนรถไฟวิ่งเข้าไปถึงโรงงานได้เลยโดยมีทางแยกจากสถานีรถไฟปากแพรก วิ่งผ่านตัวเมืองเข้าสู่โรงงานโดยตรงเลย ขบวนรถไฟที่วิ่งเข้าไปในโรงงานแห่งนี้จะทำหน้าที่ ๒ อย่างคือ นำฟืนที่ตัดมาจากไทรโยคเข้ามาโรงงานเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการทำงานของเครื่องจักร ซึ่งบางครั้งฟืนที่นำมามีมากเกินไป ฟืนเหล่านี้ก็จะถูกนำไปกองที่สนามบิน(ปัจจุบันสนามบินแห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นตลาดผาสุกไปแล้ว) และอีกประการหนึ่งคือทำหน้าที่ขนกระดาษที่ผลิตสำเร็จแล้วส่งเข้ากรุงเทพอีกทางหนึ่ง  จาก “บล๊อกโอเคเนชั่น”กล่าวว่า “เอาละซิโรงงานกระดาษพิมพ์แบงค์ของไทยมีทางรถไฟเข้าค่ายทหารญี่ปุ่น ที่นี่ สถานีรถไฟปากแพรกแบบนี้ มีอะไรในก่อใผ่ ไม่ใช่เพียงแต่หน่อไม้แล้ว แต่ทางรถไฟสายสั้นๆนี้ สร้างไว้เพื่อทำอะไรเรื่องนี้น้าค้นหา สงสัยเป็นปริศนาแห่งทางรถฟสายมรณะ ” ถ้าเป็นคนเมืองกาญจน์ฯรุ่นเก่าๆเขาไม่สงสัยเพราะเขารู้กันว่ามันเป็นขบวนรถไฟที่วิ่งนำฟืนไปเข้าโรงงานก็เท่านั้นเอง โดยรถไฟขบวนนี้จะวิ่งแยกจากสถานีหนองปลาดุกไปสิ้นสุดที่สถานีน้ำตก และบางขบวนก็ไปสิ้นสุดที่โรงงานกระดาษ โดยแยกจากสถานีปากแพรกแล้วไปสิ้นสุดที่โรงงานกระดาษมันก็เท่านั้นเอง และขอเพื่มเติมอีกสักสายหนึ่งสั้นๆคือจากโรงงานกระดาษแยกออกไปอีกทางหนึ่ง เพื่อไปรับน้ำที่แม่น้ำแม่กลอง ณ บริเวณที่ทำการเหมืองแร่พัสดุอีกทางหนึ่ง (ปัจจุบันตรงนี้เป็นลาดจอดรถของวัดใต้นั่นเอง) ซึ่งปัจจุบันทางรถไฟทั้งสองเส้นนี้เลิกใช้ไปแล้วทั้ง ๒ เส้นเช่นเดียวกัน…

ขอขอบคุณ ภาพ/ข้อมูล: เพจภาพเก่าเล่าเรืองเมืองกาญจน์, ประพฤติ  มลิผล